การเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม
บทนำ
Bloom’s Taxonomy กล่าวถึงการจำแนกการเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม
ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย
และด้านทักษะพิสัย โดยในแต่ละด้านจะมีการจำแนกระดับความสามารถจากต่ำสุดไปถึงสูงสุด
เช่น ด้านพุทธิพิสัย เริ่มจากความรู้ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์
การสังเคราะห์ การประเมิน นอกจากนี้ยังนำเสนอระดับความสามารถที่มีการปรับปรุงใหม่ตามแนวคิดของ
Anderson and Krathwohl (2001) เป็น การจำ(Remembering)
การเข้าใจ(Understanding) การประยุกต์ใช้(Applying)
การวิเคราะห์ (Analysing) การประเมินผล (Evaluating)
และการสร้างสรรค์ (Creating) ด้านจิตพิสัย
จำแนกเป็น การรับรู้, การตอบสนอง, การสร้างค่านิยม,
การจัดระบบ และการสร้างคุณลักษณะจากค่านิยม ด้านทักษะพิสัย
จำแนกเป็น ทักษะการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ทักษะการเคลื่อนไหวอวัยวะสองส่วนหรือมากกว่าพร้อมๆกัน,
ทักษะการสื่อสารโดยใช้ท่าทาง และทักษะการแสดงพฤติกรรมทางการพูด
ทฤษฎีการเรียนรู้คืออะไร
การเรียนรู้ (Learning) คือ
กระบวนการของประสบการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างค่อนข้างถาวร
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ไม่ได้มาจากภาวะชั่วคราว วุฒิภาวะ หรือสัญชาตญาณ(Klein
1991:2)
การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร
โดยเป็นผลจากการฝึกฝนเมื่อได้รับการเสริมแรง
มิใช่เป็นผลจากการตอบสนองตามธรรมชาติที่เรียกว่า ปฏิกิริยาสะท้อน (Kimble
and Garmezy) การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
อันเป็นผลจากการฝึกฝนและประสบการณ์ แต่มิใช่ผลจากการตอบสนองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
(Hilgard and Bower) การเรียนรู้เป็นการแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง
อันเป็นผลเนื่องมาจากประสบการณ์ที่แต่ละคนได้ประสบมา (Cronbach) การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่บุคคลได้พยายามปรับพฤติกรรมของตน
เพื่อเข้ากับสภาพแวดล้อมตามสถานการณ์ต่าง ๆ จนสามารถบรรลุถึงเป้าหมายตามที่แต่ละบุคคลได้ตั้งไว้
(Pressey, Robinson and Horrock, 1959)
ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม เป็นอย่างไร
Bloom ได้แบ่งการเรียนรู้เป็น
6 ระดับ
• ความรู้ที่เกิดจากความจำ (knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด
• ความเข้าใจ (Comprehend)
• การประยุกต์ (Application)
• การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแก้ปัญหา
ตรวจสอบได้
• การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถนำส่วนต่างๆ
มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่
• การประเมินค่า ( Evaluation) วัดได้
และตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและเกณฑ์ที่แน่ชัด
ทฤษฎีการเรียนรู้ เบนจามิน บลูมและคณะ (Bloom et al, 1956) มีลักษณะอย่างไร
ได้จำแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ออกเป็น 3 ด้าน
คือ
1.พุทธิพิสัย (Cognitive Domain)
พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้ ความคิด
ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งเป็นความสามารถทางสติปัญญา
พฤติกรรมทางพุทธิพิสัย 6 ระดับ ได้แก่
1.ความรู้ความจำ ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณ์ต่าง ๆ
จากการที่ได้รับรู้ไว้และระลึกสิ่งนั้นได้เมื่อต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวีดิทัศน์
ที่สามารถเก็บเสียงและภาพของเรื่องราวต่างๆได้ สามารถเปิดฟังหรือ
ดูภาพเหล่านั้นได้ เมื่อต้องการ
2. ความเข้าใจเป็นความสามารถในการจับใจความสำคัญของสื่อ
และสามารถแสดงออกมาในรูปของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำอื่น
ๆ
3. การนำความรู้ไปใช้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้
ประสบการณ์ไปใช้ในกาแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้
ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จึงจะสามารถนำไปใช้ได้
4. การวิเคราะห์
ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน
ความสามารถในการวิเคราะห์จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน
5. การสังเคราะห์
ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ
เข้าเป็นเรื่องราวเดียวกันอย่างมีระบบ
เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่สมบูรณ์และดีกว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย
การกำหนดวางแผนวิธีการดำเนินงานขึ้นใหม่ หรือ
อาจจะเกิดความคิดในอันที่จะสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งที่เป็นนามธรรมขึ้นมาในรูปแบบ
หรือ แนวคิดใหม่
6. การประเมินค่า
เป็นความสามารถในการตัดสิน ตีราคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคุณค่าของสิ่งต่าง
ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม
ซึ่งอาจเป็นไปตามเนื้อหาสาระในเรื่องนั้น ๆ หรืออาจเป็นกฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับก็ได้
2.จิตพิสัย (Affective Domain)(พฤติกรรมด้านจิตใจ)
ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม
พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
และสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่ตลอดเวลา
จะทำให้พฤติกรรมของผู้เรียนเปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้
ด้านจิตพิสัย จะประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดับ
ได้แก่
1.การรับรู้ ... เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฎการณ์
หรือสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเร้านั้นว่าคืออะไร
แล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกที่เกิดขึ้น
2. การตอบสนอง ...เป็นการกระทำที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม
และพอใจต่อสิ่งเร้านั้น ซึ่งเป็นการตอบสนองที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว
3. การเกิดค่านิยม ...
การเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคม การยอมรับนับถือในคุณค่านั้น ๆ
หรือปฏิบัติตามในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนกลายเป็นความเชื่อ
แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีในสิ่งนั้น
4. การจัดระบบ ... การสร้างแนวคิด
จัดระบบของค่านิยมที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์
ถ้าเข้ากันได้ก็จะยึดถือต่อไปแต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับค่านิยมใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่า
5. บุคลิกภาพ ...
การนำค่านิยมที่ยึดถือมาแสดงพฤติกรรมที่เป็นนิสัยประจำตัว ให้ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงามพฤติกรรมด้านนี้
จะเกี่ยวกับความรู้สึกและจิตใจ ซึ่งจะเริ่มจากการได้รับรู้จากสิ่งแวดล้อม
แล้วจึงเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สึกด้านต่าง ๆ
จนกลายเป็นค่านิยม และยังพัฒนาต่อไปเป็นความคิด อุดมคติ
ซึ่งจะเป็นควบคุมทิศทางพฤติกรรมของคนคนจะรู้ดีรู้ชั่วอย่างไรนั้น
ก็เป็นผลของพฤติกรรมด้านนี้
3.ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อประสาท)
พฤติกรรมที่บ่งถึงความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญ
ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและคุณภาพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะ
พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ขั้น ดังนี้
1.การรับรู้ ...
เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือ
เป็นการเลือกหาตัวแบบที่สนใจ
2.กระทำตามแบบ หรือ เครื่องชี้แนะ ...
เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนพยายามฝึกตามแบบที่ตนสนใจและพยายามทำซ้ำ
เพื่อที่จะให้เกิดทักษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้ หรือ สามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนำ
3.การหาความถูกต้อง พฤติกรรมสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง
โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องชี้แนะ เมื่อได้กระทำซ้ำแล้ว
ก็พยายามหาความถูกต้องในการปฏิบัติ
4.การกระทำอย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นของตัวเองจะกระทำตามรูปแบบนั้นอย่างต่อเนื่อง
จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว
การที่ผู้เรียนเกิดทักษะได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนและกระทำอย่างสม่ำเสมอ
5. การกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
พฤติกรรมที่ได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่อง
จนสามารถปฏิบัติ ได้คล่องแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ
เป็นไปอย่างธรรมชาติ
ซึ่งถือเป็นความสามารถของการปฏิบัติในระดับสูง
ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนการสอนอย่างไร
ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม ( Bloom 1976 ) ( อ้างจาก
รศ.ดร.ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ , 2535 : 115 – 117 ) บลูมได้เสนอทฤษฎีการเรียนรู้ในโรงเรียนไว้ดังนี้
- พื้นฐานของผู้เรียนเป็นหัวใจในการเรียน
ผู้เรียนแต่ละคนจะเข้าชั้นเรียนด้วยพื้นฐานที่จะช่วยให้เขา
ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ต่างกัน ถ้าเขามีพื้นฐานที่คล้ายคลึงกัน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะไม่แตกต่างกัน
- คุณลักษณะของแต่ละคน เช่น ความรู้ที่จำเป็นก่อนเรียน
แรงจูงใจในการเรียน และคุณภาพของการสอน เป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้
เพื่อให้แต่ละคนและทั้งกลุ่มมีระดับการเรียนรู้ที่สูงขึ้น
คงต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่ติดตามกรอบการ
บริหารความเสี่ยง เพราะช่วงนี้ผมกำลังเร่ง post
ข้อมูลเกี่ยวกับ IT Audit และ Non – IT
Audit ทางด้านการทุจริตที่กำลังเป็นข่าว และเป็นเรื่องสำคัญที่น่าสนใจและควรติดตาม
ประกอบกับเกิดปัญหาทางด้านเทคนิคในการ update ข้อมูลในหัวข้อดังกล่าว
ทำให้ข้อมูลที่เคย post และแก้ไขหายไป ก็ต้องขออภัยอีกครั้งสำหรับผู้ที่ติดตามเนื้อหาทางด้าน
Audit อยู่ เป็นเหตุให้ห่างหายจากการ update เรื่องความเสี่ยงในหัวข้อนี้ไปบ้าง แต่ผมก็จะพยายามหาเวลา post ข้อมูลให้ได้ในทุกหัวข้อเพื่อท่านผู้อ่านจะได้ติดตามได้อย่างต่อเนื่องครับ
สำหรับวันนี้ ผมจะมาต่อในกระบวนการขั้นที่
2 ของกระบวนการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน
ตามหลัก COSO – ERM คือ การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective
Setting) ในเรื่องของการกำหนดวัตถุประสงค์/เป้าประสงค์ที่ชัดเจนของแผนงานและโครงการ
การกำหนดวัตถุประสงค์ต้องมีความสอดคล้องกัน
ทั่วทั้งองค์กร เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนกำลังดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า SMART ซึ่งอธิบายด้วยแผนภาพ เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ๆ
ดังนี้
การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนตามหลัก
SMART
การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ดี แบบ SMART
1. Sensible & Specific หมายถึง วัตถุประสงค์ที่ดีต้องมีความเป็นไปได้และชัดเจน
นั่นคือ ควรกำหนดวัตถุประสงค์ให้มีความเป็นไปได้ สามารถปฏิบัติได้จริง นอกจากนี้ยังควรมีความชัดเจน
โดยผู้ปฏิบัติสามารถเข้าใจความหมายได้ตรงกัน และปฏิบัติได้อย่างสอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
2. Measurable หมายถึง
วัตถุประสงค์นั้นต้องสามารถวัดผลได้ นั่นคือในการกำหนดวัตถุประสงค์ควรพิจารณาถึงประเด็นเกี่ยวกับการวัดผลด้วย
การกำหนดวัตถุประสงค์ที่สามารถวัดผลได้ทำให้สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าดำเนินการ ถึงขั้นตอนใด
และผลของการดำเนินการในแต่ละขั้นเป็นอย่างไร บรรลุผลสำเร็จหรือไม่
3. Attainable &
Assignable หมายถึง
วัตถุประสงค์ที่ดีต้องสามารถบรรลุผลและมอบหมายได้ ในการกำหนดวัตถุประสงค์นั้นไม่ควรกำหนดไว้สูงเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติเพื่อ
บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ได้ ทำให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกท้อแท้เพราะทำอย่างไรก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้
นอกจากนี้วัตถุประสงค์ที่ดีต้องสามารถมอบหมายให้ผู้ปฏิบัตินำไปปฏิบัติได้ สามารถนำมาแยกย่อยเป็นกิจกรรมหลาย
ๆ กิจกรรมเพื่อมอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติตามความรับผิดชอบของตน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือการบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
4. Reasonable & Realistic
หมายถึง วัตถุประสงค์ที่ดีต้องสามารถอธิบายได้
มีความสมเหตุสมผลและมีความเป็นจริง ปฏิบัติได้จริง
5. Time Available หมายถึง วัตถุประสงค์ที่ดีต้องเหมาะสมกับห้วงเวลาในขณะนั้น วัตถุประสงค์ข้อหนึ่งอาจมีความเหมาะสมกับช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
เมื่อเวลาเปลี่ยนไปวัตถุประสงค์ข้อนั้นอาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยน ไปได้
ความซ้ำซ้อนของวัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ของหน่วยงานหนึ่งอาจซ้ำซ้อนกับอีกหน่วยงานหนึ่งได้ การจัดกลุ่มของวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งสู่พันธกิจ
และวิสัยทัศน์ขององค์กรนั้น อาจขึ้นอยู่กับโอกาส ยกตัวอย่างเช่น การเตรียมข้อมูลให้กับผู้บริหารระดับสูงเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ
และควบคุมกิจกรรมในการส่งเสริมการผลิต อาจมีลักษณะเป็นวัตถุประสงค์เชิงปฏิบัติการและวัตถุประสงค์เชิงรายงานไป
พร้อม ๆ กัน
ในบางองค์กรใช้การแบ่งกลุ่มวัตถุประสงค์ใน
แบบอื่น ๆ “การป้องกันทรัพยากร”
บางครั้งอาจหมายถึง “การป้องกันทรัพย์สิน”
ซึ่งซ้ำซ้อนกับกลุ่มวัตถุประสงค์อื่น ๆ หากมองอย่างกว้าง ๆ การป้องกันทรัพย์สิน
หมายถึง การป้องกันความสูญเสียของทรัพย์สินหรือทรัพยากรขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการลักขโมย
ความสิ้นเปลือง ความบกพร่อง หรือสิ่งใดก็ตามที่ทำให้เกิดการตัดสินใจที่ไม่ดี เช่น การขายสินค้าราคาต่ำเกินไป
ความล้มเหลวในการรักษาพนักงานคนสำคัญ หรือ การป้องกันการละเมิดสิทธิ์
หรือหนี้สินที่ไม่ได้คาดมาก่อน เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุประสงค์เชิงปฏิบัติการ
เบื้องต้น เมื่อประยุกต์กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็จะกลายเป็นวัตถุประสงค์เชิงความร่วมมือ
ในทางตรงข้ามภาพสะท้อนการสูญเสียทรัพย์สินในสถานะทางการเงินขององค์กรเป็น การนำเสนอวัตถุประสงค์เชิงรายงาน
เมื่อนำมาใช้ร่วมกับการรายงานต่อสาธารณะ คำจำกัดความที่แคบลงของการป้องกันทรัพย์สินจะหมายถึง
การปกป้องการได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่ชอบ การใช้หรือการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินขององค์กร
การบรรลุผลสำเร็จของวัตถุประสงค์
การตั้งวัตถุประสงค์เป็นส่วนสำคัญของการบริหารความเสี่ยงของสายงานหรือของ
หน่วยงานธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าวัตถุประสงค์จะช่วยในการสร้างเป้าหมายที่สามารถวัดได้ใกล้เคียงกับ
องค์กรเพื่อเคลื่อนสู่การดำเนินกิจกรรม แต่อาจมีความแตกต่างกันในเรื่องระดับความสำคัญและลำดับก่อนหลัง
แม้ว่าองค์กรทั่วไปจะมั่นใจอย่างมีเหตุมีผลว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ แต่ไม่ใช่กับทุกวัตถุประสงค์
การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพจะนำ
ความมั่นใจที่มีเหตุมีผลว่าวัตถุประสงค์เชิงรายงานขององค์กรกำลังบรรลุความ สำเร็จ เช่นเดียวกันกับวัตถุประสงค์เชิงความร่วมมือ
การรายงานที่บรรลุความสำเร็จและวัตถุประสงค์เชิงความร่วมมือโดยทั่วไปอยู่ ภายในการควบคุมขององค์กร
นั่นคือทันทีที่กำหนดวัตถุประสงค์แล้ว องค์กรจะควบคุมว่าจะต้องทำอย่างไรให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น
แต่มีความแตกต่างเมื่อกลายเป็นวัตถุประสงค์เชิงปฏิบัติการด้วยเหตุผลหลาย ประการ
องค์กรอาจปฏิบัติได้ดังที่ตั้งใจแต่ไม่สามารถสู้คู่แข่งขันได้ ซึ่งเป็นปัญหาจากปัจจัยภายนอก
เช่น การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล สภาวะแวดล้อมทางอากาศ
และ/หรือเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้
ซึ่งเหล่านี้อาจนำมาพิจารณาในขั้นตอนการตั้ง
วัตถุประสงค์ในแง่ของการมีความเป็นไปได้น้อย โดยใช้การวางแผนตามสถานการณ์ในกรณีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแผนงานจะสามารถบรรเทาผลกระทบจากเหตุการณ์ภายนอกได้ แต่ก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าวัตถุประสงค์จะบรรลุผลสำเร็จ
การบริหารความเสี่ยงขององค์กรที่มีจุดมุ่ง
หมายพื้นฐานในการพัฒนาความยั่งยืนของวัตถุประสงค์และเป้าหมายทั่วทั้งองค์กร การแยกแยะปัจจัยที่ทำให้สำเร็จและความเสี่ยง
การเข้าหาความเสี่ยงและการตอบสนอง การดำเนินการตอบสนองความเสี่ยงที่เหมาะสม การควบคุมความต้องการ
และการรายงานผลการทำงานและความคาดหวัง สำหรับวัตถุประสงค์เหล่านี้ การบริหารความเสี่ยงขององค์กรสามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าผู้บริหารจะ
ตระหนักถึงขอบเขตขององค์กรในการมุ่งสู่วัตถุประสงค์
จุดมุ่งหมายการศึกษาของมาร์ซาโน
Marzano
&Kendall, (2007) ได้พัฒนาการจัดกลุ่มพฤติกรรมการเรียนรู้ขึ้นใหม่
แบ่งเป็น 1) ระบบ ปัญญา (Cognitive System)
2) ระบบอภิปัญญา (Meta cognitive System) และ 3)ระบบตนเอง (Self System) และได้จําแนกอนุกรมวิธานจุดมุ่งหมายทางการศึกษาเป็น 6 ขั้น
ขั้นที่ 1 การดึงกลับคืนมา (Retrieval) ได้แก่ การระบุข้อความได้ (Recognizing) การระลึกได้
(Recalling) และลงมือปฏิบัติได้ (Executing)
ขั้นที่ 2 ความเข้าใจ (Comprehension) ได้แก่ การบูรณาการ (Integration) และการทําให้เป็น
สัญลักษณ์ (Symbolizing)
ขั้นที่ 3 การวิเคราะห์ (Analysis) ได้แก่ การจับคู่ได้ (Matching) แยกประเภทได้ (Clarifying) วิเคราะห์ ความผิดพลาดได้ (Analyzing Error) ติดตามได้
(Generalizing) และชี้ให้จําเพาะเจาะจงได้ (Specifying)
ขั้นที่ 4 การนําความรู้ไปใช้ (Knowledge
Utilizing) ได้แก่ การตัดสินใจ (Decision Making) การแก้ปัญหา (Problem Solving) การทดลองปฏิบัติ
(Ixperitnetiting) และการสืบค้นต่อไปให้เกิดความเข้าใจ
ที่ลึกซึ้ง (Investigating)
ขั้นที่ 5 อภิปัญญา (Meta-cognition) ได้แก่ การระบุจุดหมาย (Specifying Goals) การกํากับติดตาม
กระบวนการ (Process Monitoring) การทําให้เกิดความชัดเจนในการกํากับติดตาม
(Monitoring Clarity) และ
การกํากับติดตามตรวจสอบความถูกต้องชัดเจน (Monitoring Accuracy)
ขั้นที่ 6 การมีระบบความคิดของตนเอง (Self-Systern
thinking) ได้แก่ การตรวจสอบประสิทธิภาพ (Examining
Efficacy) การตรวจสอบการตอบสนองทางอารมณ์ (Examining
Emotional Response) และการ ตรวจสอบแรงจูงใจ (Examining
Motivation)
Marzano,
(2000) ได้นําเสนอมิติใหม่ทางการศึกษา ดังนี้
ตารางที่ 6 มิติใหม่ทางการศึกษา ระบบตนเอง
ระบบตนเอง (Self
- System)
|
ความเชื่อเกี่ยวกับความสําคัญ
ของความรู้ (Emotions Associated with Importance of
Knowledge)
|
ความเชื่อเกี่ยวกับประสิทธิภาพ
(Beliefs
About the Efficacy)
|
อารมณ์ความรู้สึกที่เกี่ยวพันกับ
ของ (Emotions
Associated with Knowledge)
|
ตารางที่ 7 มิติใหม่ทางการศึกษา ระบบอภิปัญญา
ระบบอภิปัญญา (Meta-cognitive
System)
|
การบ่งชี้จุดหมาย (Specifying
Learning
Goals)
|
การเฝ้าระวังในกระบวนการ/การนำความรู้ไปใช้ (Monitoring
the ExecutionKnowledge)
|
การทําให้เกิดความชัดเจน
(Monitoring
Clarity)
|
การตรวจสอบความถูกต้อง
ชัดเจน(Monitoring
Accuracy)
|
ตารางที่ 8 มิติใหม่ทางการศึกษา ระบบปัญญา
ระบบปัญญา(Cognitive
Systern)
|
การเรียกใช้ความรู้
(Knowledge Retrieval)
|
ความเข้าใจ
(Comprehension)
|
การวิเคราะห์
(Analysis)
|
การนําความรู้ไปใช้(Knowledge
Utilizing)
|
การระลึกได้ (Recallingการลงมือปฏิบัติได้(Executing)
|
การสังเคราะห์ (Synthesis)การกําหนดสัญลักษณ์/การเป็นตัวแทน(Representation)
|
การจับคู่ได้ (Matching)
แยกประเภทได้(Classifying)วิเคราะห์ความผิดพลาดได้(Analyzing Error)การกําหนดเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไป(Generalizing)
การกําหนดเฉพาะเจาะจงได้(Specifying)
|
การตัดสินใจ (Decision
Making)การแก้ปัญหา (Problem (Executing)
การทดลองปฏิบัติ(Experimenting)การสืบค้นต่อไปให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง(Investigating)
|
ขอบเขตความรู้ (Knowledge
Domain)
|
ข้อมูล
(Information)
|
ขั้นการคิดวิธีการดําเนินการ
(Mental
Procedures)
|
ขั้นการลงมือทํา
(Physical
Procedures)
|
3) การเรียนแบบร่วมมือ
(Cooperative Learning)
|
หมายถึง
การจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในการส่งเสริม
สนับสนุนการเรียนรู้
|
4) ให้คําแนะนํา
ใช้คําถามและมโนทัศน์ล่วงหน้า (Cues, Questions and Advance Organizes)
|
คือ ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถจดจํา
ใช้และจัดการกับความรู้ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ศึกษา
|
5) การแสดงออกใคยภาษากาย
(Nonlinguistic
Representations)
|
หมายถึง
การส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถนําเสนอและให้รายละเอียดในการแสดงถึงความรู้
|
6) สรุปความและจดบันทึก
(Summarizing
and Note taking)
|
6) สรุปความและจดบันทึก
หมายถึง
การส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและ โดยการสรุปสาระสําคัญ
และข้อมูลสนับสนุน
|
7) มอบหมายงานและให้ปฏิบัติ
(Assigning
Homework and Providing )
|
หมายถึง
การให้โอกาสผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ, ทบทวนและ ประยุกต์ใช้ความรู้ การสร้างเสริมให้นักเรียนได้เข้าถึงระดับ
ของความเชี่ยวชาญในทักษะหรือกระบวนการที่คาดหวัง
|
8) ระบุความเหมือนความแตกต่าง
(Identifying Similarities and
Differences)
|
หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใจและสามารถใช้ความรู้
กระบวนการทางปัญญาในการระบุหรือ จําแนกสิ่งที่เหมือนและแตกต่าง
|
(9) สร้างและทดสอบสมมติฐาน
(Generating and testing
Hypotheses)
|
หมายถึง
การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมนักเรียนเข้าใจและ สามารถใช้ความรู้และกระบวนการทางปัญญาในการสร้าง
และทดสอบสมมติฐาน
|
|
|
|
|
|
|
|
Marzano,
R., & Kendall, 1.( 2001) นําเสนอระบบอภิปัญญา (Meta
cognitive System) เป็นระบบที่
มุ่งสร้างให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบนําตนเอง (Self - Directed
Learning) ที่มุ่งให้ผู้เรียนควบคุม กํากับ ดูแล
การปฏิบัติภาระงานชิ้นงาน ตามเป้าหมายที่กําหนด รวมถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์
และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง การติดตามดูแลปรับปรุง ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ วิธีการต่าง ๆ
ตามความจําเป็นและเหมาะสมให้ภาระงานชิ้นงาน นั้นลุล่วงตามภารกิจ
ซึ่งสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ครู แนวคิดเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายในด้าน cognitive
domainตามที่มาร์ซาร์โน (Marzano Taxonomy) ได้นําเสนอไว้เมื่อนํามาเปรียบเทียบกับBlooms Taxonomy และ Marzano Taxonomy ได้ดังนี้
จากตารางเปรียบเทียบสรุปว่า วัตถุประสงค์การเรียนรู้ตาม Bloom
Taxonomyค้าน cognitive donist นั้น Marzano
Taxonomy เรียกว่า cognitive system อีกสองระบบที่เพิ่มขึ้นไม่พบใน Bloom Taxonomy คือ Meta-cognitive systemและ self
system มาร์ซาโน ได้อ้างถึง แนวคิดของ Sternberg
(Marzano, 1998: 54 - 57) กล่าวถึงองค์ประกอบสําคัญของระบบอภิปัญญาที่ใช้ในการจัดการตนเอง
(organizing) การกํากับติดตาม (Monitoring) การประเมิน (Evaluating) และการควบคุม (regulating) ซึ่งองค์ประกอบของการรู้คิดแบ่ง ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ มาร์ชาโน กล่าวถึงองค์ประกอบสําคัญของระบบอภิปัญญาที่ใช้ในการจัดการตนเอง
(organizing) การกํากับติดตาม (Monitoring) การประเมิน (Evaluating) และการควบคุม(regulating) โดยแบ่ง ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
1. การระบุจุดหมายเฉพาะเจาะจง (Goal specification) คือ การกําหนดจุดหมายของชิ้นงาน (the job of the goal) ที่ผู้เรียนตัดสินใจเลือกปฏิบัติ โดยมีการกําหนดผลสําเร็จของงานในแต่ละขั้น
2. การระบุกระบวนการที่ชัดเจน (Process specification) คือ การกําหนดความรู้ ทักษะหรีย กลวิธี ขั้นตอน/กระบวนการเพื่อการบรรลุจุดหมายของชิ้นงานอย่างเหมาะสม
3. การกํากับดูแลกระบวนการ (Process monitoring) คือ
การติดตามควบคุมแต่ละกระบวนการ แต่ละขั้นตอนในการนําทักษะ
กลวิธีไปใช้สร้างสรรค์งานชิ้นงานอย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพโดย ใช้เวลาและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
4. การกํากับดูแลการปฏิบัติของตน (Disposition monitoring) คือ เป็นการควบคุมตนเองในการ ) ปฏิบัติงานที่เหมะสม
เพื่อให้งานเกิดประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพ เช่น การให้ความสําคัญกับงานมุ่งเน้น 3 ผลผลิตที่มีความถูกต้อง แม่นยํา ความเป็นระบบ มีแรงจูงใจในการทํางาน
มีส่วนร่วมในการทํางาน ฯลฯ
แนวคิดเกี่ยวกับระบบอภิปัญญา (Meta-cognitive system) ของMarzano กล่าวสรุปองค์ประกอบ
ของระบบอภิปัญญาได้เป็น 4 กลุ่ม คือ 1) การกําหนดจุดหมายของการเรียนรู้ (Specifying Learning Goals
2) การกํากับติดตามการปฏิบัติของกระบวนการทางปัญญา (Monitoring
the Execution of Knowledge) 3) การดูแลติดตามความชัดเจน (Monitoring
Clarity) และ4) การกํากับติดตามให้เกิดความถูกต้อง
(Monitoring
Accuracy)
แนวคิดการกําบนควัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่อยู่บนพื้นฐานของกระบวนการคิดร่วมกับปัจจัยที่
ส่งผลต่อการคิดของผู้เรียน ซึ่งมิติใหม่ทางการศึกษาที่มาร์ซาโน (Marzano) พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ระบบ ได้แก่ 1)
self System คือ
ระบบที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในตนเองในการปฏิบัติภาระงานชิ้นงานด้วยความ
เต็มใจตั้งใจมีความสุข และมีความมุ่งหวังให้งานเกิดความสําเร็จ 2)
Meta-cognitive System คือ ระบบการ
ควบคุมตนเองให้ปฏิบัติภาระงานชิ้นงาน ที่เกิดขึ้นให้บรรลุผล
ด้วยการการกําหนดจุดหมายของการเรียนรู้ (Specifying Learning Goals) การดูแลติดตามการปฏิบัติของกระบวนการทางปัญญา (Monitoring the
Execution of Knowledge) การดูแลติดตามความชัดเจน (Clarity) และการดูแลติดตามให้เกิดความถูกต้อง
(Monitoring Accuracy) และ 3) Cognitive
Systemคือ กระบวนการทางปัญญา (Mental Process) ที่จะปฏิบัติ ภาระงานชิ้นงานสําเร็จลุล่วงไปได้ ซึ่งระบบอภิปัญญา (Meta-cognitive
System) ถือเป็นระบบที่มุ่งสร้างให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบนําตนเอง (Self - Directed Learning) ที่มุ่งให้ผู้เรียนควบคุมกํากับดูแลการปฏิบัติ ภาระงานชิ้นงาน
ตามจุดหมายที่กําหนด รวมถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์
ยุทธวิธีและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการติดตามดูแลปรับปรุงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์วิธีการต่างๆ
ตามความจําเป็นและเหมาะสมให้ภาระงาน ชิ้นงานนั้นลุล่วงตามภารกิจ
ซึ่งสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สอน
กำหนดจุดมุ่งหมายการเรียนรู้
ผู้เรียนต้องระบุจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ (goals) ด้วยการระบุความรู้และการปฏิบัติ โดยการระบุความรู้ในรูปของสารสนเทศ (declarative
knowledge) และระบุทักษะ การปฏิบัติหรือกระบวนการ (procedural
knowledge) จุดหมายการเรียนรู้ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยจำนวนของบทเรียน
ปริมาณเนื้อหาสาระหรือความรู้สูงสุด แต่หมายถึงความคาดหวังที่จะเรียนรู้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งและเจตนาที่จะให้ผู้
เรียนแสดงถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้
จุดหมายการเรียนรู้
จุดมุ่งหมายการเรียนรู้
(learning goals)
ความปรารถนาอยากเรียนรู้ ความปรารถนาอาจมาจากบุคคล ประสบการณ์
สถานการณ์พอเศษหรืออื่นๆ David Henry Felman (อ้างถึงในอารี
สัณหฉวี 2546 : 140) อารี สัณหฉวี ผู้แปล ความเก่ง
7 ชนิด ค้นหาและพัฒนาพหุปัญญาในตน กรุงเทพฯ : โรง
พิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.)
ศาสตร์ตราจารย์สาขาจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยทัฟต์ เรียก
สิ่งที่จุดประกายความปรารถนาที่จะเรียนรู้นี้ว่าประสบการณ์ตกผลึก (crystallizing
experiences)
ประสบการณ์ประทับใจหรือประสบการณ์ตกผลึกนี้ก็จะต้องมีการพัฒนาฟูมฟัก Alfred
North Whitehead (อ้างถึงในอารี สัณหฉวี 2546 : 141) กล่าวว่าในการพัฒนาฟูมฟักมี 3 ขั้น เรียกว่า จังหวะของการศึกษา (rhythm
of education) ขั้นที่หนึ่ง คือ ระยะหลงรัก (romance) ระยะนี้เป็นความรื่นเริง มีชีวิตชีวาที่จะเรียนรู้ ขั้นที่สอง คือ
ระยะของความแม่นยำ (precision)
ระยะนี้จะต้องศึกษาฝึกหัดฝึกซ้อมให้ถูกต้องแม่นยำและขั้นที่สาม คือ
ระยะของความคล่องแคล่วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้ (generalization) การกำหนดจุดมุ่งหมายการเรียนรู้เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาปัญญา
ซึ่งอาจวางแผนเพื่อพัฒนาปัญญาด้านใดด้านหนึ่งมาศึกษาและฝึกหัด
ในการวางแผนพัฒนาปัญญานี้ผู้ที่ถนัดด้านมิติอาจทำเป็นเส้นเวลาหรือรูปภาพ
ผู้ที่ถนัดด้านมนุษยสัมพันธ์อาจจะเล่าเรื่องให้เพื่อนสนิทฟัง เป็นต้น
ความหมายของการวางแผนการสอน
การวางแผนการสอน คือ การเตรียมการในการจัดการเรียนการสอนในวิชาใดวิชาหนึ่ง
ตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์การคัดเลือกเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
การประเมินผล อย่างมีระบบระเบียบ และเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานกำหนด
ความสำคัญของการวางแผนการสอน
เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ช่วยให้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ตรงตามหลักสูตร
ช่วยให้การสอนบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วยทำให้เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณค่า
ช่วยให้การสอนดำเนินไปอย่างราบรื่นไม่สับสน
ช่วยให้ผู้สอนดำเนินการสอนได้ตรงตามเวลาที่กำหนด
ช่วยให้ผู้สอนสอนได้ตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
ช่วยให้ผู้สอนมีความมั่นใจในการสอน
ช่วยให้ผู้สอนมีเอกสารเตือนความจำ
ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจในการเรียนเกิดเจตคติที่ดีแก่ผู้สอน
1.ความหมายของแผนการสอน
คือ การเตรียมการสอนเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าหรือบันทึกการสอน
ซึ่งกำหนดขั้นตอนการสอนที่ครูมุ่งหวังจะให้ผู้เรียนได้เกิดพฤติกรรมการเรียน รู้ในเนื้อหาและประสบการณ์
ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
2.ความสำคัญของแผนการสอน
แผนการสอน คือ แนวทางในการใช้หลักสูตรของครู ถ้าไม่มีการจัดทำแผนการสอนแล้ว
การใช้หลักสูตรหรือการจัดการเรียนการสอนก็จะเป็นไปอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ก่อให้เกิดความเสียเวลาหรือเกิดความบกพร่องในการใช้หลักสูตร
อันจะส่งผลต่อความล้มเหลวของหลักสูตรในที่สุด
3.องค์ประกอบของแผนการสอน
3.1วิชา หน่วยที่สอน
3.2จุดประสงค์การสอน
3.3เนื้อหา
3.4กิจกรรมการเรียนการสอน
3.5สื่อการเรียนการสอน
3.6การวัดและประเมินผล
4.ขั้นตอนในการเขียนแผนการสอน
4.1ศึกษาและจัดเตรียมทรัพยากรพื้นฐาน
4.2ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรในรายวิชาที่สอน
4.3ศึกษาพื้นฐานผู้เรียน
4.4สำรวจทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต่างๆ
4.5ย่อเนื้อหา ย่อยวัตถุประสงค์การเรียนรู้
และจัดคาบเรียนให้เหมาะสมกับการสอน
4.6ศึกษาแนวการสอนจากครูมือครูต่างๆ
4.7เขียนแผนการสอน
5. หลักการเขียนแผนการสอน
5.1ชื่อเรื่อง หรือชื่อหัวข้อเรื่องย่อย
5.2จำนวนคาบ
5.3สาระสำคัญแนวคิดสำคัญหรือความคิดรวบยอด
- เป็นประโยคสมบูรณ์และได้ใจความ
- ใช้คำกะทัดรัดชัดเจนไม่ฟุ่มเฟือย
- มีใจความตรงกับเนื้อหา
5.4จุดประสงค์ต้องเขียนเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
5.5เนื้อหา
5.6กิจกรรมการเรียนการสอน เช่น
ครูบรรยายประกอบการซักถาม
5.7สื่อการเรียนการสอน
5.8การวัดและประเมินผล หลักในการเขียนการวัดและประเมินผล
คือ
- เขียนเรียงตามลำดับวิธีการวัดผลที่ใช้ก่อนหลัง
- เขียนให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
- เขียนให้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน
6.รูปแบบของแผนการสอน
6.1แบบเรียงหัวข้อ รูปแบบนี้จะเขียนเรียงลำดับหัวข้อก่อนหลังโดยไม่ต้องตีตาราง
6.2แบบกึ่งตาราง รูปแบบนี้จะเขียนเป็นช่องๆตามหัวข้อที่กำหนด
สะดวกในการอ่าน ทำให้เป็นความสัมพันธ์ของแต่ละหัวข้ออย่างชัดเจน
7.ลักษณะของการวางแผนการสอน
7.1การวางแผนการสอนระยะยาว
เป็นการวางแผนการสอนแบบหยาบๆ ตลอดภาคเรียนหรือตลอดปีการศึกษา
7.2การวางแผนการสอนระยะสั้น
เป็นการวางแผนการสอนประจำวันเป็นรายคาบที่ทำการสอนหรือเป็นรายหัวข้อเนื้อหา
ประกอบด้วย
-หัวข้อเรื่อง
-วัตถุประสงค์ทั่วไป
-วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
-เนื้อหาสาระ
-กิจกรรมการเรียนการสอน
-ใบงาน
-การวัดและการประเมินผล
7.3กระบวนการวางแผนการสอน
ศึกษาหลักสูตร วัตถุประสงค์ทั่วไป ขอบเขตเนื้อหา
ศึกษาผู้เรียน
กำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
เลือกวิธีการสอนตลอดจนสื่อการเรียนการสอน
ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน
ประเมินผลการเรียนการสอน
ศึกษาข้อมูลย้อนกลับเพื่อนำมาปรับปรุงการสอนต่อไป
ลักษณะของแผนการสอนที่ดี
สอดคล้องกับหลักสูตร
นำไปใช้สอนได้จริงและมีประสิทธิภาพ
เขียนอย่างฤตามหลักการและรูปแบบ เหมาะสมกับผู้เรียนและเวลาที่กำหนด
มีความกระจ่าง ชัดเจน ทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายและเข้าใจตรงกัน
มีรายละเอียดมากพอที่จะทำให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้สอนได้
ทุกหัวข้อในแผนการสอนมีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน
8.ข้อคำนึงในการเขียนแผนการสอน
-เขียนให้ชัดเจน
-ใช้ภาษาเขียนที่สื่อความหมายได้เข้าใจตรงกัน
-เขียนให้สอดคล้องสัมพันธ์กันในทุกหัวข้อ
-เขียนให้เป็นระเบียบสะอาดอ่านง่าย
-เขียนในสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้จริง และสอนตามที่ได้วางแผนไว้
ความหมายของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ให้ความสำคัญกับตัวผู้เรียน
หรือ นักเรียนมากกว่า ครู หรือ ผู้สอน ผู้เรียนจะเป็นผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์ (interact)
กับ วัตถุ (object) หรือเหตุการณ์
ด้วยตัวของเขาเอง ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจในวัตถุ หรือ เหตุการณ์นั้น ซึ่งก็คือ
การสร้าง (construct) การทำความเข้าใจ (conceptualization)
และ การแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวของเขาเอง ได้มีผู้ให้
ทัศนะเกี่ยวกับทฤษฎี คอนสตรัคติวิสต์ ไว้ ดังนี้
คอนสตรัคติวิสต์
(Constructivism)
เป็นปรัชญาของการเรียนรู้ที่มีรากฐานมาจากปรัชญาและจิตวิทยา
โดยมีแก่นของทฤษฎี ก็คือ
เน้นการสร้างความรู้ด้วยตนเองและอย่างมีความหมายจากประสบการณ์ บุคคลสำคัญ ในการพัฒนาทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
ได้แก่ John Dewey Jean piaget Lev Vygotsky Jerome Bruner ในมุมของ
Constructivist การเรียนรู้ (Learning) หมายถึง กระบวนการที่ผู้เรียนสร้างความรู้ขึ้นภายในอย่างมีความหมายโดยการตีความหมาย
(interpretation) แตกต่างกันตามประสบการณ์ของแต่ละคนมีอยู่ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โครงสร้างความรู้ (knowledge Structure) ปรับแก้ (modification)
ได้ตลอด ความรู้ (knowledge) เกิดได้จากการแปลความหมายของความเป็นจริงในโลก
และเข้าไป representation ภายใน (Bednar,Cunnigham,
Dufft,Pertt, 1995)